Tuesday, July 21, 2015

 บทที่ 1 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มีผลบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม  พ.ศ. 2543  ปัจจุบันได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรวม 3 ครั้ง [1]   มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  4  หมวด  รวม  33  มาตรา  ได้แก่
                        หมวด 1   บททั่วไป                                                          มาตรา 1 - 14
                        หมวด 2   เขตอำนาจศาล                                                มาตรา 15 - 23
                        หมวด 3   องค์คณะผู้พิพากษา                                         มาตรา 24 - 31
                        หมวด 4   การจ่าย การโอน และการเรียกคืนสำนวนคดี         มาตรา 32 - 33
          
         1. ความหมายของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษาพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
            พระธรรมนูญศาลยุติธรรมจัดเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ  ซึ่งมีขอบเขตหรือเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของการจัดวางรูปองค์กรของศาล  การกำหนดอำนาจหน้าที่ของศาล, ผู้พิพากษาไว้ให้แน่นอน  ทั้งนี้  เพื่อให้ศาล, ผู้พิพากษาสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
            พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์  กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์  ผู้ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาแห่งกฎหมายไทย  ได้ทรงให้ความหมายของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเอาไว้ว่า  เป็นกฎหมายที่กำหนดและวางระเบียบของศาลยุติธรรม  เช่น  ศาลมีกี่ชั้น  ศาลอะไรบ้าง  อำนาจของศาล, ผู้พิพากษา  การกำหนดความสัมพันธ์ของอำนาจตุลาการกับอำนาจอื่น ๆ
          ประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษาพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
          พระธรรมนูญศาลยุติธรรม  จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่มีอรรถคดีทั้งหลายที่จะได้ทราบว่าศาลนั้น ๆ มีอำนาจรับฟ้องและพิจารณาพิพากษาคดีอะไร  จะได้ดำเนินการได้อย่างถูกต้อง  ช่วยให้ไม่เกิดกรณีการฟ้องร้องผิดศาล   ส่วนผู้พิพากษาซึ่งดำเนินกระบวนพิจารณาก็จะได้ทราบถึงอำนาจของศาลที่ตนประจำอยู่  จะได้ดำเนินการพิจารณาพิพากษาคดีให้อยู่แต่ภายในเขตอำนาจศาลและอำนาจของผู้พิพากษาตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้  ไม่ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยปราศจากอำนาจหรือเกินขอบอำนาจที่กฎหมายกำหนด  ซึ่งศาลที่สูงกว่าอาจยกเสียได้[2]

        2. ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและขอบเขตการใช้บังคับ
          พระธรรมนูญศาลยุติธรรม  พ.ศ. 2543  จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่น เช่น  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา,  พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543,  พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543,  พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การแต่งตั้งและการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส พ.ศ. 2542  เป็นต้น   ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษากฎหมายต่างๆเหล่านี้ด้วย
          สำหรับขอบเขตการใช้บังคับนั้น  จะนำไปใช้บังคับกับศาลยุติธรรมต่าง ๆ  ตามที่กำหนดไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น  ศาลอุทธรณ์  หรือศาลฎีกา  รวมตลอดถึงศาลยุติธรรมอื่นซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเหล่านั้น ได้บัญญัติกำหนดให้นำบทบัญญัติของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมไปใช้บังคับโดยอนุโลม[3]   เช่น  ศาลภาษีอากร, ศาลล้มละลาย  ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ,  ศาลแรงงาน,  ศาลเยาวชนและครอบครัว
           3.  ลำดับชั้นของศาลยุติธรรม
พระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับปัจจุบัน  ได้บัญญัติกำหนดให้ศาลยุติธรรมมีด้วยกันทั้งหมด  3  ชั้น  ได้แก่  ศาลชั้นต้น  ศาลอุทธรณ์  และศาลฎีกา  โดยมีข้อยกเว้นในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น[4]
(1) ศาลชั้นต้น  เป็นศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีในชั้นต้น  ซึ่งตาม  บทบัญญัติของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้กำหนดไว้  2 ส่วน[5]  คือ
              1) ส่วนที่ 1  ศาลยุติธรรมที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับปัจจุบัน  ได้บัญญัติกำหนดไว้แล้วให้เป็นศาลชั้นต้น  ได้แก่
               -     ศาลแพ่ง  ศาลแพ่งกรุงเทพใต้  ศาลแพ่งธนบุรี
               -     ศาลอาญา  ศาลอาญากรุงเทพใต้  ศาลอาญาธนบุรี
               -     ศาลจังหวัด
               -     ศาลแขวง
               2)   ส่วนที่ 2  ศาลยุติธรรมอื่นที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้น  ซึ่งได้แก่
               -     ศาลเยาวชนและครอบครัว[6]
               -     ศาลแรงงาน
               -     ศาลภาษีอากร[7]
               -     ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ[8]
               -     ศาลล้มละลาย[9]
               ศาลดังกล่าวมานี้เป็นศาลชำนัญพิเศษ  เพราะผู้พิพากษาของศาลต่าง ๆ  ดังกล่าว  จะมีความชำนาญในการพิจารณาพิพากษาคดี  ที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลนั้น ๆ  เป็นพิเศษมากกว่าผู้พิพากษาของศาลอื่น ๆ  โดยทั่วไป    เว้นแต่ศาลเยาวชนและครอบครัว จะเป็นศาลพิเศษ  มิใช่ศาลชำนัญพิเศษ  เพราะผู้พิพากษาในศาลนี้มิได้มีความชำนาญในการพิจารณาพิพากษาคดีที่อยู่ในอำนาจเป็นพิเศษมากกว่าศาลอื่น ๆ  เพียงแต่มีวิธีพิจารณาคดีเป็นพิเศษเท่านั้น[10]
(2) ศาลอุทธรณ์  เป็นศาลสูงชั้นกลาง  ซึ่งได้แก่ [11]
      1)      ศาลอุทธรณ์  มีที่ตั้งอยู่  ณ  กรุงเทพมหานคร
      2)      ศาลอุทธรณ์ภาค  ปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 9 ศาล  ได้แก่
               1)   ศาลอุทธรณ์ภาค  1  มีที่ตั้งอยู่  ณ  กรุงเทพมหานคร
               2)   ศาลอุทธรณ์ภาค  2  มีที่ตั้งอยู่  ณ  จังหวัดระยอง
               3)   ศาลอุทธรณ์ภาค  3  มีที่ตั้งอยู่  ณ  กรุงเทพมหานคร [12]
               4)   ศาลอุทธรณ์ภาค  4  มีที่ตั้งอยู่  ณ  กรุงเทพมหานคร
               5)   ศาลอุทธรณ์ภาค  5  มีที่ตั้งอยู่  ณ  จังหวัดเชียงใหม่
               6)   ศาลอุทธรณ์ภาค  6  มีที่ตั้งอยู่  ณ  กรุงเทพมหานคร
               7)   ศาลอุทธรณ์ภาค  7  มีที่ตั้งอยู่  ณ  กรุงเทพมหานคร
               8)   ศาลอุทธรณ์ภาค  8  มีที่ตั้งอยู่  ณ  กรุงเทพมหานคร
               9)   ศาลอุทธรณ์ภาค  9  มีที่ตั้งอยู่  ณ  กรุงเทพมหานคร [13]                                 
(3) ศาลฎีกา  เป็นศาลสูงสุดของศาลยุติธรรม  ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร  มีเพียงศาลเดียว  จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของเขตอำนาจศาล
          
            4.  การแบ่งส่วนราชการเป็นแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
            ศาลยุติธรรมในแต่ละลำดับชั้น  ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น  ศาลอุทธรณ์  หรือศาลฎีกา  อาจมีการแบ่งส่วนราชการภายในของแต่ละศาลออกเป็นแผนก  หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ  อย่างอื่น และจะให้มีอำนาจในคดีประเภทใดหรือคดีในท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ภายในเขตอำนาจของศาลนั้นก็สามารถดำเนินการได้  โดยการออกเป็นประกาศของคณะกรรมการ บริหารศาลยุติธรรม และจะต้องส่งไปลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย[14]    เช่น การจัดตั้งแผนกคดีผู้บริโภคในศาลอุทธรณ์ภาค [15]   การจัดตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค การจัดตั้งแผนกคดียาเสพติดและแผนกคดีผู้บริโภคในศาลอุทธรณ์[16]  การจัดตั้งแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา[17]   การจัดตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา[18]  เป็นต้น
            นอกจากการแบ่งส่วนราชการภายในออกเป็นแผนก  หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแล้ว  ศาลยุติธรรมยังอาจมีการแบ่งส่วนราชการภายในออกเป็นแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น  ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายอื่นอีกด้วย  เช่น  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ. 2550  มาตรา 219 วรรคสี่ ได้บัญญัติกำหนดให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นในศาลฎีกา หรือตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25  ได้บัญญัติกำหนดให้จัดตั้งแผนกคดีล้มละลายขึ้นในศาลฎีกา เพื่อพิจารณาคดีล้มละลายที่อุทธรณ์ขึ้นมา  หรือพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534  มาตรา  8  วรรคสอง  ได้บัญญัติกำหนดให้จัดตั้งแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวขึ้นในศาลจังหวัดทุกศาล  เป็นต้น

         5.  คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม  (ก.บ.ศ.)
            พระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับปัจจุบัน  ได้กล่าวถึงคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม  แต่มิได้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับคณะกรรมการดังกล่าวไว้  ซึ่งรายละเอียดของคณะกรรมการฯ  จะมีบัญญัติอยู่ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม  พ.ศ. 2543  โดยมีรายละเอียดพอสังเขป  ดังนี้
(1) องค์ประกอบ      
ประธานศาลฎีกา                        เป็นประธาน
กรรมการบริหารศาลยุติธรรม         ชั้นศาลละ  4  คน  (รวม  12  คน)
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ                 ไม่น้อยกว่า  2  คน  แต่ไม่เกิน  4  คน[19]
(2) อำนาจหน้าที่
      คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม  จะมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการบริหารราชการศาลยุติธรรม  เฉพาะในส่วนการบริหารงานบุคคล  งานธุรการ  ให้เป็นไปตามระเบียบ  แบบแผน  ประเพณีปฏิบัติของราชการศาลยุติธรรม  และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด  เช่น  ออกระเบียบหรือประกาศ  หรือมีมติเพื่อการบริหารราชการศาลยุติธรรม  ในส่วนที่เกี่ยวกับงานบริหารราชการและงานธุรการของสำนักงานศาลยุติธรรม  ให้เป็นไปตามนโยบายของประธานศาลฎีกา  รวมทั้งมีอำนาจยับยั้งการบริหารราชการของศาลยุติธรรม  หรือสำนักงานศาลยุติธรรมที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ  ประกาศหรือมตินั้นด้วย  เป็นต้น[20]

           6. อำนาจหน้าที่ของประธานศาลฎีกา
                  พระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับปัจจุบัน  ได้บัญญัติกำหนดให้ประธานศาลฎีกา  มี
(1) หน้าที่  วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม  เพื่อให้กิจการของศาลยุติธรรมดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกัน เช่น ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยแนวปฏิบัติในการออกหมายจับและหมายค้นในคดีอาญา[21]   ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว[22]  เป็นต้น  และมี
(2) อำนาจ   ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในการปฏิบัติตามระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมาย หรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง[23]      ทั้งนี้เนื่องจากการพิจารณาพิพากษาคดีอรรถคดีของผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม เป็นงานที่จะต้องใช้ความละเอียดรอบคอบและการกลั่นกรองจากผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์  ดังนั้น พระธรรมนูญศาลยุติธรรม  จึงได้บัญญัติให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจสามารถให้คำแนะนำแก่ข้าราชการ     ตุลาการในศาลยุติธรรมได้
สำหรับในเรื่องนี้ขอให้ทำความเข้าใจไว้ด้วยว่า  เป็นเพียงอำนาจและหน้าที่บางประการของประธานศาลฎีกา ตามที่บัญญัติกำหนดไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  ประธานศาลฎีกาหาได้มีอำนาจหน้าที่เพียงเท่าที่กำหนดไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแต่อย่างใดไม่  ประธานศาลฎีกายังอาจมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติกำหนดไว้ในกฎหมายฉบับอื่น ๆ  อีกด้วย  เช่น  อำนาจการสั่งบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา,  อำนาจการสั่งให้ข้าราชการตุลาการไปช่วยทำงานชั่วคราวในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการศาลยุติธรรมฯ  ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม  พ.ศ. 2543[24]  เป็นต้น

            7. สำนักงานศาลยุติธรรม
                   เป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ  มีฐานะเป็นนิติบุคคล  มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของศาลยุติธรรม  งานส่งเสริมงานตุลาการและงานวิชาการ  เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่ศาลยุติธรรม  รวมทั้งเสริมสร้างให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปโดยสะดวก  รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ[25]   ซึ่งแต่เดิมงานดังกล่าวจะอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม
            สำนักงานศาลยุติธรรม  มีเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมซึ่งเป็นข้าราชการศาลยุติธรรม  และเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสำนักงานศาลยุติธรรม  มีหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งราชการของสำนักงานศาลยุติธรรม  ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ  โดยขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา[26]     การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกาเป็นผู้ดำเนินการเสนอรายชื่อโดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.)  เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วประธานศาลฎีกาจะเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งบรรจุและดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป โดยเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมจะมีวาระในการดำรงตำแหน่ง 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง  เว้นแต่ในกรณีที่ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ได้มีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งก่อนครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว[27]

         8. การจัดตั้ง การยุบเลิก การเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาล
            พระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับปัจจุบัน  ได้บัญญัติกำหนดเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการจัดตั้งศาล  การยุบเลิกศาล  การเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาล  โดยให้เป็นอำนาจของเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม  ในการเสนอความเห็นเรื่องดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม  (ก.บ.ศ.)  ไปยังคณะรัฐมนตรี  ทั้งนี้การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงจำนวน  สภาพ  สถานที่ตั้งและเขตอำนาจศาลตามที่จำเป็น   เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมต่อประชาชน  เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตลอดราชอาณาจักร[28]
            สำหรับในเรื่องการจัดตั้งศาล   รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550  ได้บัญญัติกำหนดให้ตั้งศาลขึ้นได้ก็แต่โดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ[29]   เช่น  การจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี  ดำเนินการโดยตราเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พ.ศ. 2550,  การจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา  ดำเนินการโดยตราเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดที่   อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2550,  การจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ดำเนินการโดยตราเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดที่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2550  เป็นต้น  
ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาล เดิมจะดำเนินการในลักษณะหรือรูปแบบเดียวกันกับการจัดตั้งศาล คือ  ดำเนินการโดยตราเป็นพระราชบัญญัติ  เช่น  พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลจังหวัดปากพนัง  พ.ศ. 2544,  พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้  ศาลอาญากรุงเทพใต้  ศาลแพ่งธนบุรี  และศาลอาญาธนบุรี  พ.ศ.2549 เป็นต้น   แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลโดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ จะต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการนาน  ทำให้ไม่ทันกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่ทางการปกครอง  และไม่เอื้อประโยชน์ในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน  ดังนั้น  ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจของศาลชั้นต้น  จึงได้เปลี่ยนมาเป็นดำเนินการโดยตราเป็น     พระราชกฤษฎีกา[30]   ซึ่งจะช่วยทำให้การดำเนินการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจของศาลชั้นต้น สามารถกระทำได้อย่างคล่องตัวยิ่งขึ้น เช่น  พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแขวงสงขลา พ.ศ. 2550,  พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแขวงลพบุรี พ.ศ. 2549,  พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแขวงอุบลราชธานี  พ.ศ. 2547[31]  เป็นต้น
            นอกจากนั้นก็ยังมีในเรื่องของการยกฐานะศาล   ซึ่งจะดำเนินการโดยการตราเป็นพระราชบัญญัติเช่นเดียวกัน  ตัวอย่างเช่น  พระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงดุสิต ศาลแขวงตลิ่งชัน ศาลแขวงปทุมวันและศาลแขวงพระโขนงเป็นศาลจังหวัด พ.ศ. 2549,  พระราชบัญญัติ ยกฐานะศาลแขวงแม่สะเรียง ศาลแขวงแม่สอด ศาลแขวงตะกั่วป่า และศาลแขวงหลังสวน เป็นศาลจังหวัด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2502,  พระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงมีนบุรีเป็นศาลจังหวัด  พ.ศ. 2480  เป็นต้น             

              9. การกำหนดจำนวนผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม
         พระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับปัจจุบัน  ได้กำหนดให้คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม  มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดจำนวนผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม  ให้เหมาะสมตามความจำเป็นแก่ราชการ[32]  ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น  ศาลอุทธรณ์  หรือศาลฎีกา  ทั้งนี้เนื่องจากท้องที่หรือจังหวัดต่าง ๆ  ที่แต่ละศาลตั้งอยู่และรับผิดชอบจะมีอาณาเขตที่ไม่เท่ากัน  ตลอดจนความหนาแน่นของจำนวนประชากรก็แตกต่างกัน  กรณีดังกล่าวย่อมมีผลต่อจำนวนของคดีที่แต่ละศาลจะต้องรับผิดชอบในการพิจารณาพิพากษา  ซึ่งคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมจะเป็นผู้ที่กำหนดจำนวนของผู้พิพากษาที่จะพึงมีในแต่ละศาล  ให้เพียงพอและเหมาะสมกับสัดส่วนปริมาณของคดีที่แต่ละศาลรับผิดชอบ[33]
เช่น ประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม  เรื่องกำหนดจำนวนผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม  ลงวันที่  29  มีนาคม  2544  กำหนดจำนวนผู้พิพากษาไว้  ดังนี้
            ผู้พิพากษาศาลฎีกา                                             จำนวน  123  อัตรา 
            ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์                                        จำนวน  112  อัตรา 
            ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครปฐม                            จำนวน    74  อัตรา
            ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว จำนวน      5  อัตรา
            ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี จำนวน      7  อัตรา

                           
1. บทบัญญัติในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มีทั้งสิ้น 33 มาตรา แบ่งออกเป็น 4 หมวด ดังนี้
    หมวด 1 บททั่วไป มี 14 มาตรา
    หมวด 2 เขตอำนาจศาล มี 9 มาตรา
    หมวด 3 องค์คณะผู้พิพากษา มี 8 มาตรา
    หมวด 4 การจ่าย การโอน และการเรียกคืนสำนวนคดี มี 2 มาตรา
2. ในเรื่อง “บททั่วไป” ได้กล่าวถึง ศาลยุติธรรม มี 3 ชั้น (ม.1) คือ
   (1) ศาลชั้นต้น (ม.2) ได้แก่
   - ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี
   - ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี
  - ศาลจังหวัด (มีทุกจังหวัด บางจังหวัดอาจมี 2 ศาล)
  - ศาลแขวง (จัดตั้งขึ้นตาม พรบ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาในศาลแขวง พ.ศ. 2499)
   - ศาลยุติธรรมอื่นที่ พรบ.จัดตั้งศาลนั้นกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้น
   (2) ศาลอุทธรณ์ ( ม.3) ได้แก่
   - ศาลอุทธรณ์
   - ศาลอุทธรณ์ภาค ซึ่งมีทั้งสิ้น 9 ภาค
   (3) ศาลฎีกา มีศาลเดียว ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร
3. การแบ่งส่วนราชการภายในของศาลยุติธรรม และการกำหนดเขตอำนาจของแต่ละศาลนั้น ให้เป็นอำนาจของ “คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.)” โดยต้องออกเป็นประกาศคณะกรรมการฯ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ได้ต่อเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
4. ประธานศาลฎีกา มีอำนาจหน้าที่ ( ม.5) ดังนี้
(1) วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม
(2) ดูแลให้ผู้พิพากษาปฏิบัติตามระเบียบวิธีการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นให้เป็นไปโดยถูกต้อง
5. ให้จัดตั้งสำนักงานศาลยุติธรรมขึ้นในศาลยุติธรรม โดยมีเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชา (ม.6) มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
(1) บริหารงานธุรการในศาลยุติธรรม
(2) ดำเนินการเกี่ยวการจัดตั้ง การยุบเลิก หรือการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาล เพื่อขอความ
เห็นชอบต่อ ก.บ.ศ. ก่อนเสนอขออนุมัติต่อ ครม.
6. กำหนดให้มีตำแหน่งและจำนวนตำแหน่งในศาลยุติธรรม ( ม.8) ดังต่อไปนี้
(1) ศาลฎีกา
- ประธานศาลฎีกา 1 คน
- รองประธานศาลฎีกา มากกว่า 1 คน แต่ไม่เกิน 6 คน
(2) ศาลอุทธรณ์
- ประธานศาลอุทธรณ์ 1 คน
- ประธานศาลอุทธรณ์ภาคๆ ละ 1 คน (ทั้งหมดมี 9 คน)
- รองประธานศาลอุทธรณ์ 1 คน
- รองประธานศาลอุทธรณ์ภาคๆ ละ 1 คน (มีทั้งหมด 9 คน)
(3) ศาลชั้นต้น
- อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ศาลละ 1 คน
- รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ศาลละมากกว่า 1 คน แต่ไม่เกิน 3 คน
ทั้งนี้ การแต่งตั้งรองประธานศาลฎีกาและรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ให้มากกว่า 1 คน แต่ไม่เกิน 6 คน (รองประธานศาลฎีกา) แต่ไม่เกิน 3 คน(รองอธิบดีฯ,รองประธานศาลอุทธรณ์,รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค)ตาม ม.8 ว.1 ตอนท้ายนั้น ต้องเป็นมติของ ก.บ.ศ. โดยความเห็นชอบของประธานศาลฎีกา
หมายเหตุ  ก.บ.ศ.หมายถึงคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม

[1] พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2550, พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551


[2] ชุมพล  จันทราทิพย์, พระธรรมนูญศาลยุติธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 12. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548) หน้า 4 – 6.
[3] บุญเพราะ  แสงเทียน, พระธรรมนูญศาลยุติธรรม. (กรุงเทพฯ : บริษัท วิทยพัฒน์ จำกัด, 2544) หน้า 22.

[4] พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543  มาตรา 1

[5] พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543  มาตรา 2
[6] พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534  มาตรา 8 วรรคสี่
[7] พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528  มาตรา 12
[8] พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539  มาตรา 11
[9] พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542  มาตรา 11
[10] บุญเพราะ แสงเทียน, พระธรรมนูญศาลยุติธรรม. (กรุงเทพฯ : บริษัท วิทยพัฒน์ จำกัด, 2544), หน้า 41.
[11] พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543  มาตรา 3
[12] พระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวน ที่ตั้ง เขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์ภาค (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2543  มาตรา 3
[13] พระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวน ที่ตั้ง เขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์ภาค (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2548  มาตรา 3

[14] พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543  มาตรา 4
[15] ประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม  เรื่องการจัดตั้งแผนกในศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค (ฉบับที่ 2)  ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2550
[16] ประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม  เรื่องการจัดตั้งแผนกในศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค   ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2549
[17] ประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม  เรื่องการจัดตั้งแผนกในศาลฎีกา ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2547
[18] ประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม  เรื่องการจัดตั้งแผนกในศาลฎีกา (ฉบับที่ 2)  ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2548
[19] พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543  มาตรา 10
[20] พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543  มาตรา 17
[21] ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยแนวปฏิบัติในการออกหมายจับและหมายค้นในคดีอาญา พ.ศ.2545  ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2545
[22] ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว พ.ศ. 2548  ลงวันที่ 21
ตุลาคม 2548
[23] พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543  มาตรา 5
[24] พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543  มาตรา 14, 21
[25] พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543  มาตรา 5,6
[26] พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543  มาตรา 8
[27] พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543  มาตรา 22 (1)
[28] พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543  มาตรา 6
[29] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550  มาตรา 198
[30] พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543  มาตรา 16 วรรคหนึ่ง
[31] พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499  มาตรา 3  วรรคท้าย
   “การเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแขวง ให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา”

[32] พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543  มาตรา 7
[33] ชุมพล  จันทราทิพย์, พระธรรมนูญศาลยุติธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 12. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548), หน้า 30.
เนื่องจากสำนักงานศาลยุติธรรมได้กำหนดให้มีการเลือกคณะ กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) วาระใหม่ โดยมีการนับคะแนนในวันที่ 22 มีนาคม 2555 ผู้เขียนจึงใคร่ขอแสดงความคิดเห็นบางประการเกี่ยวกับโครงสร้าง ก.ต.ในปัจจุบัน (ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550) โดยเปรียบเทียบกับโครงสร้าง ก.ต.เก่า (ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540)

มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้วิเคราะห์ว่าโครงสร้าง ก.ต.เก่า กับโครงสร้าง ก.ต.ใหม่ มีจุดดี จุดด้อย แตกต่างกันอย่างไรในเรื่อง "ที่มา" ของ ก.ต. โดยเฉพาะในแง่สัดส่วนของจำนวน ก.ต.ในแต่ละชั้นศาล และการเลือก ก.ต. โดยผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาล

คณะกรรมการตุลาการ (The Judiciary Commission) เรียกโดยย่อว่า "ก.ต." เป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมจัดตั้งขึ้นโดย พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตุลาการ พ.ศ.2477 คณะกรรมการตุลาการหรือคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (หลังจากที่มีการแยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรมแล้ว) จึงเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นหลักประกันความอิสระให้แก่ผู้พิพากษาจากภาย นอกองค์กรไม่ให้ถูกครอบงำหรือแทรกแซงจากอิทธิพลของฝ่ายบริหารและการเมือง

ในอีกด้านหนึ่งก็ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการ ตุลาการทุกขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การคัดเลือก บรรจุ แต่งตั้ง ไปจนถึงการให้คุณให้โทษและการถอดถอนผู้พิพากษา ตลอดจนในการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นประมุขของตุลาการศาลยุติธรรมอันเป็นตำแหน่งสูงสุด ซึ่งท่านศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร เคยกล่าวไว้ว่า "คณะกรรมการตุลาการเป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิตของผู้พิพากษาแต่ละนายโดยแท้"

ก่อนอื่นต้องย้อนไปถึงโครงสร้าง ก.ต.ในอดีต ก่อนรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบด้วยตุลาการระดับสูง ได้แก่ ประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลฎีกา ซึ่งมีอาวุโสสูงสุด และปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็น ก.ต. โดยตำแหน่ง ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ เลือกจากข้าราชการตุลาการ 4 คน และเลือกจากข้าราชการตุลาการผู้รับบำนาญอีก 4 คน ซึ่งต่อมาในระหว่างเดือนกันยายน 2534 ถึงเดือนตุลาคม 2535 ได้เกิดวิกฤตตุลาการขึ้นและมีการวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้าง ก.ต.เดิมอย่างกว้างขวาง

มีผู้พิพากษาจำนวนไม่น้อยเห็นว่า วิกฤตตุลาการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องมาจากบทบาทการบริหารงานบุคคลของกรรมการ ตุลาการบางส่วนที่มิได้เป็นไปตามระบบแบบแผนดังที่เคยกระทำมา

วิกฤตการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความแตกแยกและมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ต่อหลักความเป็นอิสระของศาลยุติธรรม จึงอาจกล่าวได้ว่าสืบเนื่องมาจากโครงสร้าง ก.ต.ไม่เหมาะสมต่อสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ส่งผลให้มีกระแสปฏิรูปโครงสร้าง ก.ต.ใหม่ในช่วงเวลาต่อมา

จากสภาพปัญหาโครงสร้าง ก.ต.ดังกล่าว เมื่อศาลยุติธรรมแยกจากกระทรวงยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 จึงมีแนวความคิดเกี่ยวกับการสรรหา ก.ต. โดยกำหนดองค์ประกอบใหม่ ให้คุณสมบัติของข้าราชการตุลาการที่อาจได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาล ยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละชั้นศาล ให้มีประสบการณ์อยู่ในชั้นศาลนั้นตามสมควร เพื่อให้มีลักษณะของความเป็นผู้แทนในแต่ละชั้นศาลนั้นอย่างแท้จริง สำหรับกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิให้มาจากการสรรหาของวุฒิสภา เพื่อเป็นตัวแทนฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ดังนั้น จึงมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ก.ต.ไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ด้วย โดยกำหนดคุณสมบัติของข้าราชการตุลาการที่อาจได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการ ศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ

จากเดิมซึ่งเป็นการแต่งตั้งจำนวนหนึ่งในสามและจากการเลือกอีกสองใน สามหรือในอัตราส่วน 4 ต่อ 8 คน มาเป็นการเลือกจากผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาลเป็นส่วนใหญ่ เป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วม โดยให้มีตัวแทนจากคณะผู้พิพากษาในศาลแต่ละชั้นเป็นกรรมการ ไม่ใช่เฉพาะผู้พิพากษาระดับสูงของศาลยุติธรรมเท่านั้น เพื่อว่าในการพิจารณาแต่งตั้ง โยกย้าย กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับ ผู้พิพากษาแต่ละคนในแต่ละชั้นศาล

แสดงว่ามีตัวแทนของผู้พิพากษาในระดับล่างเข้าไปเป็นกรรมการตุลาการ ศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิด้วย เป็นการลดช่องว่างและสร้างความเป็นธรรมในการบริหารงานบุคคลในองค์กรมากยิ่ง ขึ้น

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส (Transparency) ในตัวองค์กร จึงกำหนดให้บุคคลภายนอกเข้ามาเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ อีกส่วนหนึ่งด้วยนับเป็นนวัตกรรมใหม่อันเป็นการสร้างจุดเชื่อมโยงระหว่าง องค์กรตุลาการกับประชาชนเพื่อให้มีความสมดุลอย่างเหมาะสม

หลังจากบังคับใช้พระราชบัญญัติข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ทำให้โครงสร้าง ก.ต. ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 36 มีจำนวน 15 คน มาจากการแต่งตั้ง 1 คน ซึ่งได้แก่ตำแหน่งประธานศาลฎีกา มาจากการเลือกของผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ศาลละ 4 คน และมาจากการสรรหาของวุฒิสภาเป็นผู้คัดเลือก 2 คน รวมเป็น 15 คน

ต่อมาหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ตามมาตรา 221 กำหนดให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ประกอบด้วย

(1) ประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการ

(2) กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ 12 คน ซึ่งข้าราชการตุลาการ เว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยพิพากษาเป็นผู้เลือกจากข้าราชการตุลาการในแต่ ละชั้นศาล ดังนี้
ก. ศาลฎีกา เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งในศาลฎีกาในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา จำนวน 6 คน
ข. ศาลอุทธรณ์ เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งในศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคใน ตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค จำนวน 4 คน
ค. ศาลชั้นต้น เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งในศาลชั้นต้นในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จำนวน 2 คน

(3) กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน ซึ่งวุฒิสภาเลือกจากบุคคลที่ไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการศาล ยุติธรรม และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย

จะเห็นได้ว่า ในส่วนของศาลชั้นต้นนั้น เมื่อพิจารณาจำนวน ก.ต.ศาลชั้นต้นกับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นทั่วประเทศแล้ว คำถามที่ตามมาคือ ที่มาของโครงสร้าง ก.ต. เหมาะสมดีแล้วหรือไม่

โดยเฉพาะสัดส่วนของ ก.ต.ที่เปลี่ยนแปลงในศาลชั้นต้นที่ลดลงจาก 4 คน เหลือเพียง 2 คนนั้น ส่งผลอย่างไรหรือไม่ในการบริหารงานบุคคล รวมทั้งการเลือก ก.ต. เฉพาะแต่ในชั้นศาลของตนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะเหมาะสมหรือไม่อย่างไรกับสภาวการณ์โดยทั่วๆ ไปขององค์กรในยุคปัจจุบัน

ประเด็นแรก หากมองในภาพรวมแล้ว ก.ต. ทุกชั้นศาลต้องมีภาระหน้าที่กับผู้พิพากษาทุกคนทุกชั้นศาลโดยไม่ได้แบ่งแยก ว่า ก.ต.ชั้นศาลใดก็มีหน้าที่เฉพาะชั้นศาลนั้นๆ เท่านั้น แต่ก็คงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าความรู้สึก ความเข้าใจของผู้ที่ได้รับเลือกมาจากชั้นศาลใดก็จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญไป ที่ชั้นศาลที่เลือกตนมา ดังนั้น เมื่อพิจารณาจำนวนผู้พิพากษาศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวนกว่า 3,500 คน กับจำนวน ก.ต. 2 คน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับศาลสูงคือศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีจำนวนรวมกันประมาณ 600 คน กับจำนวน ก.ต. รวมกัน 10 คนแล้ว จะเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้รับการดูแลจาก ก.ต. ประจำศาลของตนเฉลี่ยแล้วคือจำนวนผู้พิพากษา 1,750 คน ต่อ ก.ต.หนึ่งคน

หากเทียบกับศาลสูงแล้วจะมีเกณฑ์เฉลี่ยประมาณ 60 คนต่อ ก.ต.หนึ่งคน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่แตกต่างกันมาก อาจทำให้ ก.ต.ประจำศาลชั้นต้นต้องรับภาระในการดูแลผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศไม่ทั่วถึง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเทียบตามสัดส่วนของประชากรผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาลแล้ว ศาลชั้นต้นจะต้องมี ก.ต.มากกว่าศาลสูงแต่ประการใด เนื่องจากวัฒนธรรมองค์กรของศาลได้ยึดหลักอาวุโสอยู่แล้ว

และดังที่กล่าวมาแล้วว่า ก.ต.ทุกคนย่อมไม่อาจปฏิเสธภาระหน้าที่ที่มีต่อผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาลได้ แม้จะมิใช่ชั้นศาลเดียวกันกับตนก็ตาม

อีกประการหนึ่งคือ ในแง่ของการถ่วงดุลซึ่งกันและกันของ ก.ต.ในแต่ละชั้นศาล โดยเฉพาะในการลงมติในที่ประชุม ก.ต. อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันมิให้มีการครหาว่า ก.ต.บางส่วนถูกกลืนโดย ก.ต.จำนวนมาก ดังนั้น จำนวน ก.ต.ในแต่ละชั้นศาลจึงควรมีลักษณะสมดุลจึงจะทำให้เกิดประสิทธิภาพและมี ประสิทธิผล

ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าควรเพิ่มจำนวน ก.ต.ในศาลชั้นต้นอีก อย่างน้อยก็เท่ากับที่รัฐธรรมนูญปี 2540 เคยกำหนดไว้ ส่วนปัญหาที่ว่าจะกลายเป็นระบบ "เด็กปกครองผู้ใหญ่" หรือไม่นั้น ก็อาจจะอธิบายได้ว่า ก.ต. เป็นองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคล ผสมระหว่างรูปแบบคณะกรรมการ (Commission) กับรูปแบบผู้อำนวยการ (Directorate General) และเป็นองค์กรอิสระทั้งจากอำนาจอิทธิพลภายในและภายนอก อีกทั้งเป็นองค์กรเปิดที่สามารถตรวจสอบได้

ประเด็นนี้ก็อาจจะทำให้คลายความกังวลไปได้ในเรื่องว่าจะเป็นการบั่นทอนระบบอาวุโสหรือไม่ ซึ่งอาจจะต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไป

ส่วนในประเด็นที่ผู้พิพากษาทุกคนควรมีสิทธิเลือก ก.ต. ได้ทุกชั้นศาลหรือไม่ ประเด็นนี้ ผู้เขียนเห็นว่าการให้ทุกคนมีสิทธิในการมีส่วนร่วม (participation) นั้นเป็นสิ่งที่ดี เพื่อว่าคนในองค์กรจะได้มีความผูกพัน (involvement) เพราะ ก.ต. เป็นองค์กรกลางที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลพิพากษาทุกคน ดังนั้น ผู้พิพากษาทุกคนจึงต้องเลือก ก.ต.ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่เรียกว่า Full Participation ซึ่งน้อยองค์กรนักที่จะมี และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ผู้พิพากษาทุกคนควรมีสิทธิเลือกผู้ที่จะมาตรวจสอบตน เพื่อจะได้มีส่วนในการคัดกรองคุณสมบัติของผู้ที่จะมาตรวจสอบตน

ดังนั้น ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจึงควรมีสิทธิเลือก ก.ต. ในชั้นศาลฎีกาหรือชั้นศาลอุทธรณ์ด้วย และหากพิจารณาว่าผู้พิพากษาจากศาลสูง ซึ่งหมายถึง ศาลฎีกา และศาลอุทธรณ์ นั้นมีจำนวน ก.ต. รวมกันเท่ากับ 10 คน เมื่อรวมกับประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็น ก.ต. โดยตำแหน่งอีก 1 คน ก็จะเป็น 11 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากกว่าสองในสามของ ก.ต.ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ก.ต.จากชั้นศาลดังกล่าวจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบผู้พิพากษาศาลยุติธรรมทุกคน โดยเฉพาะศาลชั้นต้นที่มีจำนวนกว่า 3,500 คน คิดเป็นจำนวนมากกว่าสามในสี่ของผู้พิพากษาทั้งหมด ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมในการที่ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งจะต้องถูกตรวจสอบ โดย ก.ต.จากศาลสูงและเพื่อให้เกิดความถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ก็ควรที่จะให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้มีโอกาสกลั่นกรองคุณสมบัติผู้ที่จะมา ตรวจสอบตนเองด้วยเช่นกัน

ในทำนองเดียวกันกับที่ผู้พิพากษาศาลสูงก็ควรมีสิทธิเลือก ก.ต. ที่มาจากศาลชั้นต้นด้วย กระนั้น ก็ตาม หากเกรงว่าจะเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าศาลชั้นต้นเป็นผู้กำหนดตัว ก.ต. หรือเป็นเหตุให้กล่าวได้ว่า เสียวัฒนธรรมองค์กรเพราะอาจทำให้ผู้ใหญ่ต้องไปหาเสียงกับเด็กแล้ว ก็อาจจะแก้ปัญหานี้โดยกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งอาจจะให้ค่าน้ำหนักของแต่ละชั้นศาลแตกต่างกัน ภายใต้สมมติฐานที่ว่าผู้พิพากษาศาลสูงมีประสบการณ์สูงกว่าควรจะมีค่าน้ำหนัก ของคะแนนมากกว่าโดยมาจากฐานคิดที่ว่าจำนวน ผู้พิพากษาแต่ละชั้นศาลเป็น 100 เปอร์เซ็นต์เท่ากัน

ตัวอย่าง เช่น ผู้พิพากษาศาลฎีกา 1 คน อาจจะมีค่าน้ำหนักเท่ากับ 5 คะแนน ขณะที่ศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น มีค่าน้ำหนักเท่ากับ 3 และ 1 คะแนน ตามลำดับแล้ว ดังนั้น เมื่อผู้พิพากษาศาลฎีกาเลือกผู้ใดเป็น ก.ต. ผู้นั้นจะได้ค่าน้ำหนักของคะแนนเท่ากับ 5 คูณกับจำนวนของผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เลือกตนเอง เป็นต้น

เพราะฉะนั้น หากผู้ใดได้รับการเลือกจากผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นจำนวนมากก็สามารถประเมินได้ เช่นกันว่าผู้นั้นมีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือกเป็น ก.ต. ทั้งนี้ จะอ้างว่าผู้พิพากษาต่างชั้นศาลกันจึงไม่มีข้อมูลมากพอที่จะรู้ว่าใครเป็น อย่างไรนั้น

ผู้เขียนเห็นว่า สังคมในองค์กรได้ยึดหลัก Social Control คือ คนในองค์กรควบคุมกันเองและสังคมผู้พิพากษาเป็นสังคมที่ควรจะต้องอยู่กัน อย่างฉันพี่น้อง เพื่อให้เกิดความรักสามัคคีและความเป็นเอกภาพ จึงไม่ใช่เรื่องเกินวิสัยที่จะหยั่งทราบได้ว่า ผู้ใดเป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่เป็น ก.ต. อีกประการหนึ่งคือ เป็นเรื่องการให้เกียรติกันขององค์ประชุม ก.ต.ว่า ก.ต.ท่านใดอยู่ชั้นศาลใด ก็จะมีข้อมูลของผู้พิพากษาประจำชั้นศาลนั้นๆ อยู่แล้ว ซึ่ง ก.ต.ท่านอื่นอาจจะต้องรับฟัง โดยเฉพาะศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นครูอาจารย์หรือผู้บังคับบัญชาของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมา ก่อน

อีกประการหนึ่ง คือจำนวนผู้พิพากษาใน ศาลสูงมีจำนวนน้อย หากมีการล็อบบี้ (Lobby) ให้เลือกเฉพาะกลุ่มหรือพรรคพวกของตน ก็อาจทำให้ไม่ได้พิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ ก.ต. เท่าที่ควร เพราะเนื่องจากฐานของคนมีสิทธิเลือกตั้งจะแคบลงทำให้โอกาสที่จะเลือกกลุ่ม ของตนมีสูง ผู้เขียนเห็นว่าโดยหลักแล้ว การเลือก ก.ต.ต้องเลือกเพื่อให้เป็นตัวแทนของสถาบันทั้งระบบ ผู้เขียนจึงไม่เห็นด้วยหากจะเข้าใจว่าน่าจะทำนองเดียวกันกับการเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีแนวคิดในเรื่องภูมิศาสตร์ของท้องที่ในแต่ละจังหวัด

ข้อสำคัญคือ การเลือกเฉพาะชั้นศาลของตนนั้นทำให้ผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกเป็น ก.ต. มาจากศาลชั้นใด ก็จะมีความรู้สึกว่าตนไม่ได้เป็นตัวแทนของสถาบันทั้งระบบ แต่เป็นตัวแทนของผู้พิพากษาของชั้นศาลที่เลือกมาโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบ หรือสิทธิประโยชน์ของศาลอื่นที่ไม่ได้เป็นผู้เลือกตนมาเป็นเรื่องรอง

ดังนั้น ที่มาของ ก.ต. นอกเหนือจากประเด็นในเรื่องสัดส่วนของจำนวน ก.ต. ในแต่ละชั้นศาลแล้ว ประเด็นการเปิดโอกาสให้ผู้พิพากษาทุกคนได้เลือก ก.ต.ทุกชั้นศาล ซึ่งจะมาทำหน้าที่ตรวจสอบผู้พิพากษาศาลยุติธรรมต่างหากที่ศาลยุติธรรมควร ตระหนักว่าจะเป็นจุดแข็งของโครงสร้าง ก.ต. อย่างหนึ่งหรือไม่เพราะหากในการตรวจสอบโดย ก.ต.ที่ได้รับเลือกมาจากเฉพาะชั้นศาลใดชั้นศาลหนึ่ง ทำให้ผู้พิพากษาที่ถูกตรวจสอบไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วจะมีวิธีการใดที่จะเป็นการถ่วงดุลในระหว่าง ก.ต. ด้วยกันและในระหว่าง ก.ต. กับผู้พิพากษาทุกคนตามหลักดุลแห่งอำนาจคู่ขนานกันไปด้วย

ผู้เขียนขอฝากประเด็นในเรื่องที่มาของ ก.ต. ว่าผู้พิพากษาทุกชั้นศาลควรมีสิทธิเลือก ก.ต.ที่มาจากทุกชั้นศาลเช่นเดียวกับที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้บัญญัติไว้ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกตรวจสอบโดยถ้วนหน้ากันว่าผู้ถูกตรวจสอบ ก็มีสิทธิกลั่นกรองผู้ที่จะมาตรวจสอบตนเองด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการครหาว่า ก.ต. ประจำศาลชั้นใดก็ปกป้องผลประโยชน์เฉพาะแต่ในส่วนชั้นศาลของตน ซึ่งอาจทำให้มองได้ว่า ไม่ใช่ตัวแทนของผู้พิพากษาทั้งหมดในระบบภาพรวม นอกจากนี้ อีกประเด็นหนึ่งที่ขอฝากทิ้งท้ายคือ หาก ก.ต.กระทำการไม่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกระเบียบ การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายหรือการพิจารณาลงโทษทางวินัยแล้ว ในภายภาคหน้าจะมีหน่วยงานอิสระหน่วยงานใดที่จะเข้าตรวจสอบการทำงานของ ก.ต.ได้แค่ไหน เพียงใด ซึ่งท่าน ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้เคยตั้งประเด็นนี้ไว้เช่นกันนับเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อผู้ที่มีหน้าที่ เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพราะอาจจะกระทบต่อความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและสถาบันศาลยุติธรรมได้

อย่างไรก็ตาม หากผลจากการเลือกทำให้ได้ ก.ต.ที่ดี มีวิสัยทัศน์ มีความเข้มแข็งกล้าหาญก็จะส่งผลในการสร้างความเป็นธรรมให้ผู้พิพากษาไปทั้ง ระบบ ดังที่ท่านศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ก็เคยแสดงความคิดเห็นเปรียบเทียบให้เห็นถึงความสำคัญของ ก.ต.ไว้เช่นกันว่า "ก.ต.คือองค์กรของผู้พิพากษาที่ผู้พิพากษาจะเลือกตั้งผู้พิพากษาขึ้นมา พิพากษาผู้พิพากษาด้วยกันเอง" โดยเฉพาะในการบังคับใช้มาตรการต่างๆ เท่าที่มีอยู่นั้นระบบการตรวจสอบจากภายในองค์กรโดย ก.ต. สามารถนำมาบังคับใช้ในการตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้พิพากษาศาล ยุติธรรมได้อย่างเข้มงวดและจริงจัง และยังคงมีประสิทธิ ภาพคงเส้นคงวา

นอกจากนี้ ในประมวลจริยธรรมตุลาการที่มีการแก้ไขในปี 2552 ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 13 ว่าด้วยจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาตรา 279 ก็จะเห็นได้ว่ามีสภาพบังคับ (SANCTION) ซึ่งมิใช่เป็นเพียงการแนะแนวว่าผู้พิพากษาที่ดีควรปฏิบัติหน้าที่ในทาง อรรถคดีอย่างไร และควรครองตนอย่างไรในสังคมเท่านั้น แต่หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมแล้ว ให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดทางวินัยและมีบทกำหนดโทษด้วย

จึงเห็นได้ว่าผู้พิพากษาศาลยุติธรรมทุกคนได้ถูกตรวจสอบโดยระบบตรวจสอบภายในองค์กรอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานวิชาชีพตุลาการ

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบโดย ก.ต.นั้นแม้จะสามารถกล่าวได้ว่ามีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อ เปรียบเทียบกับระบบการตรวจสอบโดยองค์กรภายในขององค์กรอื่นๆ ก็ตามแต่องค์กร ก.ต. ก็มีฐานะเป็นเพียงองค์กรบริหารงานภายในเท่านั้น ซึ่งอาจจะมีเสียงครหาได้ว่าอาจจะช่วยเหลือกันเอง

ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้วจึงทำให้ผู้เขียนได้มาตั้งประเด็นถึงโครง สร้างของ ก.ต. ในปัจจุบันว่าเหมาะสมประการใดหรือไม่ เพราะโครงสร้าง ก.ต.ที่ดีก็จะเป็นหลักสำคัญที่จะทำให้ศาลยุติธรรมมีโอกาสได้ผู้ที่มีความ เหมาะสมมาเป็น ก.ต. เพราะ ก.ต.ต้องเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลที่มีความอิสระ มีจิตใจ และบุคลิกภาพที่เป็นกลาง เป็นที่ยอมรับของผู้พิพากษาส่วนใหญ่ ตลอดจนสามารถนำระบบคุณธรรม (Merit System) มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อป้องกันการใช้ระบบอุปถัมภ์ (Spoils System) ดังที่เคยมีมาแล้วในอดีต

ข้อสำคัญต้องสามารถให้ความเป็นธรรมกับผู้พิพากษาทุกคนทุกชั้นศาลได้ เท่าเทียมกันสมดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญถึงขั้นบัญญัติ เรื่องของ ก.ต.ไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย เพราะ ก.ต. เป็นเสมือนเกราะประกันความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ผู้พิพากษาและจะสามารถควบ คุมตรวจสอบในการพิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษาได้เป็นอย่างดี

เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจหน้าที่ของผู้พิพากษาเป็นไปโดยชอบด้วย กฎหมายอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมสมดังคำกล่าวที่ว่า "ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน" อย่างแท้จริง

หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 1 มีนาคม 2555 หน้า 6
แนวข้อสอบ
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 และแก้ไขเพิ่มเติม

1.          ประธานศาลอุทธรณ์ หมายถึงข้อใด
              ก.  อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์                                        ข.   ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ผู้ใดที่ได้รับเลือก
              ค.  อธิบดีผู้พิพากษาศาลฎีกา                                               ง.   ไม่มีข้อถูก

              คำตอบ  ก.  “ประธานศาลอุทธรณ์”  หมายความว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลากร

2.          ข้าราชการศาลยุติธรรม หมายถึงใคร
              ก.  สมศรี เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล 3                                    ข.   สมชาย  ผู้ช่วยผู้พิพากษา
              ค.  สมเดช  เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรม 1                                 ง.   ข้อ ก. และ ค. ถูก

              คำตอบ  ง.  “ข้าราชการศาลยุติธรรม”  หมายความว่า ข้าราชการธุรการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ

3.          ข้าราชการตุลาการ หมายถึงใคร
              ก.  อนันต์  อธิบดีผู้พิพากษา                                               ข.   อรุณ  ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น
              ค.  อดิศร  ผู้ช่วยผู้พิพากษา                                                  ง.   ถูกทุกข้อ

              คำตอบ  ง.  “ข้าราชการตุลากร”  หมายความว่า ข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ

4.          ข้อใดมิใช่ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม
              ก.  กนิษฐา  ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์                                   ข.   กรกนก  เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรม 3
              ค.  กษมา  ลูกจ้างชั่วคราว                                                    ง.   ถูกทุกข้อ

              คำตอบ  ค.  “ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม”  หมายความว่า ข้าราชการฝ่ายตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ

5.          คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เรียกโดยย่อว่าอะไร
              ก.  ก.ศ.                                                                                    ข.   ก.บ.ศ.
              ค.  ค.บ.ศ.                                                                                ง.   ค.บ.ศ.

              คำตอบ  ข.  “ก.บ.ศ.”  หมายความว่า คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม

6.          คณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม  เรียกโดยย่อว่าอะไร
              ก.  ก.ศ.                                                                                    ข.   ก.บ.ศ.
              ค.  ค.ข.ศ.                                                                                ง.   ก.ข.ศ.

              คำตอบ  ก.  “ก.ศ.”  หมายความว่า คณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม

7.          ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับสำนักงานศาลยุติธรรม
              ก.  เป็นหน่วยงานอิสระ                                                       ข.   มีฐานะเป็นนิติบุคคล
              ค.  เป็นรัฐวิสาหกิจ                                                             
              ง.   การแบ่งส่วนราชการภายในและการกำหนดอำนาจหน้าที่ให้ทำเป็นประกาศ ก.บ.ศ.

              คำตอบ  ค.  ให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคลการแบ่งส่วนราชการภายในของสำนักงานศาลยุติธรรมและการ กำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการนั้น ให้ทำเป็นประกาศ ก.บ.ศ. ประกาศตามวรรคสอง เมื่อได้รับความเห็นชอบจากประธานศาลฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
8.          สำนักงานศาลยุติธรรมมีหน้าที่อะไร
              ก.  งานธุรการของศาลยุติธรรม                                          ข.   งานส่งเสริมงานตุลาการ
              ค.  งานวิชาการของศาลยุติธรรม                                        ง.   ถูกทุกข้อ       

              คำตอบ  ง.  สำนักงานศาลยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับงานธุรการของศาลยุติธรรม งานส่งเสริมงานตุลาการ และงานวิชาการ ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่ศาลยุติธรรม รวมทั้งเสริมสร้างให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

9.          ข้อใดเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประจำศาลยุติธรรมที่จะต้องรับผิดชอบ
              ก.  งานธุรการ                                                                        ข.   งานช่วยค้นคว้าทางวิชาการแก่ผู้พิพากษา
              ค.  ประสานงานกับส่วนราชการต่างๆ                             ง.   ถูกทุกข้อ

              คำตอบ  ง.  ให้สำนักงานศาลยุติธรรมจัดให้มีเจ้าหน้าที่ประจำศาลยุติธรรมทุกแห่ง ให้เพียงพอที่จะรับผิดชอบงานธุรการ  งานช่วยค้นคว้าทางวิชาการแก่ผู้พิพากษา  รวมตลอดทั้งการประสานงานกับส่วนราชการต่างๆ และงานอื่นใดตามที่ศาลยุติธรรมมอบหมาย

10.        ใครมีหน้าที่ควบคุมดูแลราชการโดยทั่วไปของสำนักงานศาลยุติธรรม
              ก.  ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ                                                  ข.   เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
              ค.  ผู้อำนวยการศาลยุติธรรม                                               ง.   จ่าศาล

              คำตอบ  ข.  ให้มีเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นข้าราชการศาลยุติธรรม ขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกามีหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งราชการของสำนักงาน ศาลยุติธรรมให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ รวมทั้งระเบียบ ประกาศ และมติของ ก.บ.ศ.  และเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการใน

11.      บุคคลใดเป็นผู้แทนของสำนักงานศาลยุติธรรมในกิจการของสำนักงานศาลยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก
              ก.   ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ                                                  ข.   เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
              ค.   ผู้อำนวยการศาลยุติธรรม                                               ง.    จ่าศาล

              คำตอบ  ข.  ในกิจการของสำนักงานศาลยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้แทนของสำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อการนี้  เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมจะมอบหมายให้บุคคลใดปฏิบัติราชการเฉพาะอย่าง แทนก็ได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามระเบียบที่ ก.บ.ศ. กำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา


12.      ข้อใดเป็นประธานคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม
              ก.   ประธานศาลฎีกา                                                             ข.   อธิบดีศาลอุทธรณ์
              ค.   ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น                                                     ง.    ข้อ  ก. และ  ข. ถูก

              คำตอบ  ก.  คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เรียกโดยย่อว่า  “ก.บ.ศ”  มีประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการบริหารศาลยุติธรรม

13.      กรรมการบริหารศาลยุติธรรมข้อใดกล่าวถูกต้อง
              ก.   เลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาได้
              ข.   เลือกจากข้าราชการตุลาการในศาลฎีกา จำนวน 4 คน
              ค.   เลือกจากข้าราชการตุลาการในศาลอุทธรณ์ จำนวน 4 คน
              ง.   เลือกจากข้าราชการตุลาการในศาลชั้นต้น จำนวน 4 คน

              คำตอบ  ก.  ให้มีคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมคณะหนึ่งเรียกโดยย่อว่า “ก.บ.ศ.” ประกอบด้วย
(1)    ประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการบริหารศาลยุติธรรม
(2)    กรรมการบริหารศาลยุติธรรมซึ่งข้าราชการตุลาการเว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ผู้พิพากษาเป็นผู้เลือกจากข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล ดังต่อไปนี้
(ก)    ศาลฎีกา ให้เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งในศาลฎีกาในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา  จำนวน 4 คน
(ข)    ศาลอุทธรณ์  ให้เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งในศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาคในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาคจำนวน 4 คน
(ค)    ศาลชั้นต้น ให้เลือกจากข้าราชการตุลาการผู้มีอาวุโสสูงสุด 100 คนแรกที่ดำรงตำแหน่งในศาลชั้นต้น และซึ่งมิใช่ข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส     จำนวน 4 คน
(3)    กรรมการบริหารศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิด้านการงบประมาณ ด้านการพัฒนาองค์กร หรือด้านการบริหารและการจัดการซึ่งประธานกรรมการบริหารศาลยุติธรรม และกรรมการบริหารศาลยุติธรรม
(2) เป็นผู้เลือกจากบุคคลซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตุลาการหรือข้าราชการศาลยุติธรรม จำนวนไม่น้อยกว่า 2 คน แต่ไม่เกิน 4 คน


14.      กรรมการบริหารศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่ากี่ปี
              ก.   35  ปี                                                                                  ข.   40  ปี
              ค.   45  ปี                                                                                  ง.    50  ปี

              คำตอบ  ข.  กรรมการบริหารศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
(1)    มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(2)    มีอายุไม่ต่ำกว่า  40  ปีบริบูรณ์
(3)    ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาสมาชิกสภาท้องถิ่น  หรือผู้บริหารท้องถิ่น
(4)    ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมือง
(5)    ไม่เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้  ไร้ความสามารถ หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง
(6)    ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งให้พักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ ก่อน ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมหรือตามกฎหมายอื่น
(7)    ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(     ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(9)    ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกเพราะกระทำผิดวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรมหรือตามกฎหมายอื่น

15.      กรรมการบริหารศาลยุติธรรมมีวาระคราวละกี่ปี
              ก.   1  ปี                                                                                     ข.   2  ปี
              ค.   4  ปี                                                                                     ง.    5  ปี

              คำตอบ  ข.  กรรมการบริหารศาลยุติธรรมมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
16.      กรณีเป็นที่สงสัยเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการบริหารศาลยุติธรรมต้องให้ใครเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด
              ก.   ประธานศาลฎีกา                                                             ข.   อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
              ค.   ก.บ.ศ.                                                                                 ง.    ก.ศ.

              คำตอบ  ค.  ในกรณีเป็นที่สงสัยเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ให้ก.บ.ศ.  เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด
17.      กรณีที่กรรมการบริหารศาลยุติธรรมจะต้องจัดให้มีการเลือกกรรมการบริหารศาลยุติธรรมแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกี่วัน
              ก.   7  วัน                                                                                  ข.   15 วัน
              ค.   30  วัน                                                                                ง.    60  วัน

              คำตอบ  ก.  ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่างลง ไม่ว่าเพราะเหตุใดและวาระการอยู่ในตำแหน่งที่ว่างลงนั้นเหลือไม่น้อยกว่า 90 วัน  ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมดำเนินการให้มีการเลือกกรรมการบริหารศาล ยุติธรรมแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตำแหน่งดังกล่าวว่างลงและให้ผู้ได้รับเลือกอยู่ในตำแหน่งเท่า กับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน


.
.
เรามีแค่นี้เอง  ใครมีแนวข้อสอบอีกรบกวนแชร์ด้วยระค่ะ

Monday, July 20, 2015

ประมวลจริยธรรมข้าราชการศาลยุติธรรมและลูกจ้าง

1. ซื่อสัตย์สุจริต
    1.1 จักต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต กล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง และรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อบกพร่อง หรือผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่
    1.2 จักต้องละเว้นการแสวงหาตำแหน่ง บำเหน็จความชอบโดยมิชอบ
    1.3 จักต้องละเว้นการแอบอ้างหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
    1.4 จักต้องไม่ยินยอมให้บุคคลในครอบครัว หรือบุคคลอื่นก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

2. บริสุทธิ์ยุติธรรม
    2.1 จักต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ตรวจสอบได้
    2.2 จักต้องรักษาความลับของทางราชการอย่างเคร่งครัด
    2.3 จักต้องวางตัวเป็นกลาง ละเว้นการมีส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อมในกิจการอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายในการปฏิบัติหน้าที่
    2.4 จักต้องสนับสนุนให้กระบวนการพิจารณาคดีให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว มิให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อการดำเนินคดีของคู่ความ พยาน หรือบุคคลอื่นใด

3. รักศักดิ์ศรี
    3.1 จักต้องไม่คบหาสมาคมหรือสนับสนุนผู้ประพฤติผิดกฎหมาย หรือผู้มีความประพฤติในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตน
    3.2 จักต้องยึดมั่นในระบบคุณธรรมและปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณ โดยมีอุดมการณ์เพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติ
    3.3 จักต้องไม่ประพฤติตนอันอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติภูมิของศาลยุติธรรม
    3.4 จักต้องส่งเสริมภาพลักษณ์ และศักดิ์ศรีของศาลยุติธรรม
    3.5 พึงปฏิบัติตนให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่สาธารณชน

4. ดำรงตนดี

    4.1 จักต้องเคารพและปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย อยู่ในกรอบของศีลธรรม และจารีตประเพณี เป็นแบบอย่างที่ดีในการครองตน ครองคน ครองงาน
    4.2 จักต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสำรวมกริยาวาจา และการแต่งกายที่สุภาพเรียบร้อย
    4.3 พึงดำรงตนอย่างสมถะ เรียบง่าย เหมาะสมกับฐานะและตำแหน่งหน้าที่
    4.4 พึงเอาใจใส่ดูแลรักษาอาคารและบริเวณศาลให้สง่างาม สมกับเป็นสถานที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรม

5. สามัคคี
    5.1 จักต้องให้เกียรติ รับฟังความคิดเห็น และเคารพสิทธิของผู้ร่วมงาน
    5.2 จักต้องมีความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำงานเป็นหมู่คณะ
    5.3 จักต้องส่งเสริม สนับสนุนผู้ร่วมงานให้ปฏิบัติตามวินัยและจริยธรรม
    5.4 พึงปฏิบัติต่อผู้ร่วมงานด้วยความเอื้อเฟื้อและมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
    5.5 ผู้บังคับบัญชาพึงเอาใจใส่ดูแล และอนุเคราะห์ผู้ใต้บังคับบัญชาตามควรแก่กรณี
    5.6 ผู้ใต้บังคับบัญชาพึงให้ความเคารพและปฏิบัติตามคำสั่งที่ผู้บังคับบัญชาสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย

6. มีใจให้บริการ
    6.1 จักต้องมีจิตสำนึกในการให้บริการผู้มาติดต่อราชการด้วยความเป็นธรรม มีน้ำใจ มีไมตรีจิต และมีเมตตาธรรม
    6.2 จักต้องให้บริการประชาชนในสิ่งที่ถูกต้องอย่างเต็มความสามารถด้วยความรวดเร็วทันกาล
    6.3 จักต้องอำนวยความสะดวก และสอดส่องดูแล เอาใจใส่ ให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้มาติดต่อราชการอย่างมีอัธยาศัย
    6.4 จักต้องตรงต่อเวลา อุทิศเวลาให้แก่ทางราชการและไม่เบียดบังเวลาราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

7. พัฒนาคุณภาพงานอย่างต่อเนื่อง
    7.1 จักต้องให้ความร่วมมือในการปรับปรุงพัฒนาระบบงานเพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์ของงาน มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยมของศาลยุติธรรม
    7.2 จักต้องระมัดระวัง ไม่ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
    7.3 จักต้องสนับสนุนการปฏิบัติงานของศาล และปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการพิจารณาคดีโดยเคร่งครัดละเอียดรอบคอบ
    7.4 พึงขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอเพื่อพัฒนาตนเอง พัฒนางาน และพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง
    พวกเราทำงานประจำกันอย่างไร เราทำงานอย่างหนักจนไม่มีเวลาให้คนรอบข้าง เรารักงานที่เราทำ เรารักบริษัทที่เราทำ แต่รู้ไหมว่าบริษัทที่คุณถวายชีวิตทำงานให้ ไม่เคยรักคุณกลับเลย ดังนั้นเรามาปรับความพอดีในการทำงานกันเถอะ
 
     "Love you job but don't love your company, because you may not know when your company stops loving you" Dr. APJ Abdul Kalam 

    แนวคิดสำหรับพนักงานประจำที่กำลังทำงานถวายชีวิต หามรุ่ง หามค่ำ ให้กับบริษัท ด้วยความรักบริษัทและต้องการความก้าวหน้า แต่ปัญหาคือเมื่อคุณเจ็บป่วย หรือมีปัญหาชีวิตขึ้นมา บริษัทไม่เคยมีหน้าที่ จะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือคุณ และพร้อมจะหาคนใหม่มาแทนคุณได้ทันที แต่เป็นครอบครัว คนรัก และเพื่อน ที่จะเข้าช่วยเหลือคุณ ดังนั้นเราจึงอยากแนะนำให้คุณรักในงานของคุณได้ แต่อย่ารักบริษัทที่คุณทำมากเกินไป จงแบ่งเวลาและกลับบ้านตรงเวลา อย่าทุ่มเวลาทั้งชีวิตให้กับบริษัทเพียงอย่างเดียว เพราะเหตุผลเหล่านี้
 
1. งานเป็นอะไรที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด (Never-ending process) ถึงคุณจะพยายามทำมันให้หมดทั้งคืน พรุ่งนี้คุณก็จะต้องเจอกับงานอื่นๆอีก
 
2. การเอาใจใส่ลูกค้าที่มีอยู่มากมายของคุณเป็นเรื่องที่ดีสำหรับบริษัท แต่การเอาใจใส่ครอบครัวและคนรักของคุณ ก็สำคัญมากเช่นกันและมีเพียงคุณคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ 
 
3.  เมื่อคณมีความรัก หรือมีปัญหาชีวิต บริษัท, ท่านประธานกรรมการ, CEO, Director หรือลูกค้าสุดที่รักของคุณ ไม่สนใจที่จะช่วยเหลือคุณในเรื่องชีวิตส่วนตัว แต่คนที่ช่วยอยู่เสมอคือครอบครัวและเพื่อนๆของเรา
 
4. ชีวิตไม่ได้มีแค่งาน ลูกค้า และหัวหน้าเท่านั้น แต่การเข้าสังคม พบปะผู้คน พักผ่อน ออกกำลังกาย ก็เป็นส่วนสำคัญในชีวิตเช่นกัน อย่าปล่อยให้ชีวิตของคุณต้องว่างเปล่า บริษัทไม่เคยคิดจะอยู่ข้างคุณ นอกเวลางานอยู่แล้ว

5. บริษัทไม่ได้มองคนที่ทำงานถึงดึกๆทุกคืนว่าเป็นคนขยัน แต่บริษัทจะมองว่าคุณเป็นพนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถทำงานให้เสร็จภายในเวลางานได้

6. ถ้าคุณมีงานเยอะมาก และต้องทำงานดึกๆเป็นประจำเพราะทำไม่ทัน อย่าคิดว่าเป็นเพราะคุณไร้ความสามารถ แต่เป็นเพราะหัวหน้าของคุณต่างหากที่ไร้ความสามารถในการบริหารงาน 

 
     พวกเราเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักรครับ ดังนั้นในชีวิตของเราต้องมีอะไรมากกว่าแค่ทำงานให้เสร็จ เพื่อแลกกับเงินเดือนเท่ากันทุกเดือน ไม่ว่าคุณจะทำงานเยอะขึ้นแค่ไหน จะอยู่ดึกแค่ไหน เมื่อถึงวันนึงที่ร่างกายคุณเหนื่อยล้า เจ็บป่วย ไปทำงานไม่ได้ ใครกันแน่ที่อยู่ข้างเรา….

ขอบคุณเนื้อหาจากคุณ bank9597 pantip.com และ  http://unlockmen.com/business/item/657-love-you-job-not-your-office.html
 
รูปประกอบจากอินเตอร์เน็ตไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
 

Thursday, May 21, 2015

test

Tuesday, May 19, 2015

สูตรคูณแม่ 2
2 x 1 = 2
2 x 2 = 4
2 x 3 = 6
2 x 4 = 8
2 x 5 = 10
2 x 6 = 12
2 x 7 = 14
2 x 8 = 16
2 x 9 = 18
2 x 10 = 20
2 x 11 = 22
2 x 12 = 24

สูตรคูณแม่ 3
3 x 1 = 3
3 x 2 = 6
3 x 3 = 9
3 x 4 = 12
3 x 5 = 15
3 x 6 = 18
3 x 7 = 21
3 x 8 = 24
3 x 9 = 27
3 x 10 = 30
3 x 11 = 33
3 x 12 = 36

สูตรคูณแม่ 4
4 x 1 = 4
4 x 2 = 8
4 x 3 = 12
4 x 4 = 16
4 x 5 = 20
4 x 6 = 24
4 x 7 = 28
4 x 8 = 32
4 x 9 = 36
4 x 10 = 40
4 x 11 = 44
4 x 12 = 48

สูตรคูณแม่ 5
5 x 1 = 5
5 x 2 = 10
5 x 3 = 15
5 x 4 = 20
5 x 5 = 25
5 x 6 = 30
5 x 7 = 35
5 x 8 = 40
5 x 9 = 45
5 x 10 = 50
5 x 11 = 55
5 x 12 = 60

สูตรคูณแม่ 6
6 x 1 = 6
6 x 2 = 12
6 x 3 = 18
6 x 4 = 24
6 x 5 = 30
6 x 6 = 36
6 x 7 = 42
6 x 8 = 48
6 x 9 = 54
6 x 10 = 60
6 x 11 = 66
6 x 12 = 72

สูตรคูณแม่ 7
7 x 1 = 7
7 x 2 = 14
7 x 3 = 21
7 x 4 = 28
7 x 5 = 35
7 x 6 = 42
7 x 7 = 49
7 x 8 = 56
7 x 9 = 63
7 x 10 = 70
7 x 11 = 77
7 x 12 = 84

สูตรคูณแม่ 8
8 x 1 = 8
8 x 2 = 16
8 x 3 = 24
8 x 4 = 32
8 x 5 = 40
8 x 6 = 48
8 x 7 = 56
8 x 8 = 64
8 x 9 = 72
8 x 10 = 80
8 x 11 = 88
8 x 12 = 96

สูตรคูณแม่ 9
9 x 1 = 9
9 x 2 = 18
9 x 3 = 27
9 x 4 = 36
9 x 5 = 45
9 x 6 = 54
9 x 7 = 63
9 x 8 = 72
9 x 9 = 81
9 x 10 = 90
9 x 11 = 99
9 x 12 = 108

สูตรคูณแม่ 10
10 x 1 = 10
10 x 2 = 20
10 x 3 = 30
10 x 4 = 40
10 x 5 = 50
10 x 6 = 60
10 x 7 = 70
10 x 8 = 80
10 x 9 = 90
10 x 10 = 100
10 x 11 = 110
10 x 12 = 120

สูตรคูณแม่ 11
11 x 1 = 11
11 x 2 = 22
11 x 3 = 33
11 x 4 = 44
11 x 5 = 55
11 x 6 = 66
11 x 7 = 77
11 x 8 = 88
11 x 9 = 99
11 x 10 = 110
11 x 11 = 121
11 x 12 = 132

สูตรคูณแม่ 12
12 x 1 = 12
12 x 2 = 24
12 x 3 = 36
12 x 4 = 48
12 x 5 = 60
12 x 6 = 72
12 x 7 = 84
12 x 8 = 96
12 x 9 = 108
12 x 10 = 120
12 x 11 = 132
12 x 12 = 144

สูตรคูณแม่ 13
13 x 1 = 13
13 x 2 = 26
13 x 3 = 39
13 x 4 = 52
13 x 5 = 65
13 x 6 = 78
13 x 7 = 91
13 x 8 = 104
13 x 9 = 117
13 x 10 = 130
13 x 11 = 143
13 x 12 = 156